Clubhouse คืออะไร ทำไมถูกแบนในจีน

By | 18/02/2021

“ค่ายปรับทัศนคติ” ที่เขตซินเจียงของจีนมีจริงหรือไม่ ไต้หวันควรได้รับเอกราชจากจีนหรือเปล่า หัวข้อสนทนาเหล่านี้กำลังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงผ่านแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียชื่อ คลับเฮาส์ (Clubhouse) ที่คนใช้เสียงคุยกันอย่างเดียว และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในขณะนี้

จึงไม่น่าสนเท่ห์ใจที่ปัจจุบันคนภายในจีนไม่สามารถที่จะใช้แอปพลิเคชันนี้ได้แล้ว
แอปพลิเคชันนี้เป็นอย่างไร
คลับเฮาส์เป็นแอปพลิเคชันที่ยังใช้ได้เฉพาะในหมู่คนใช้โทรศัทพ์มือถือไอโฟนแค่นั้น แล้วก็จำเป็นต้องได้รับ “คำเชื้อเชิญ” จากผู้ที่ใช้แอปฯ อยู่แล้วเท่านั้นถึงจะเข้าไปใช้เพื่อพูดคุยกันทางเสียงแค่นั้น ลักษณะซึ่งคล้ายๆกึ่งวิทยุสำหรับติดต่อสื่อสาร กึ่งห้องที่ใช้ในการประชุมออนไลน์ ดังคุณกำลังฟังเพียงพอดติดอยู่สต์แบบใหม่ๆแม้กระนั้นก็สามารถเข้าไปพูดคุยได้ด้วย
ข้อมูลที่ได้รับมาจากบริษัทวิเคราะด้านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่เซ็นเซอร์ทาวเวอร์ (Sensor Tower) นับถึงวันที่ 31 มกราคม พบว่ามีการดาวน์โหลดแอปฯ นี้ไปแล้ว 2.3 ล้านครั้งร่วมกัน ภายหลังเปิดตัวเมื่อ พฤษภาคม ที่แล้ว โดยเวลานี้ค่าของโครงข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์คนี้อยู่ที่เกือบ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แม้กระนั้นมีแถลงการณ์ว่าเมื่อเร็วๆนี้ ขยับขึ้นไปสัมผัสพันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แล้ว
ในเชิงเทคนิคแล้ว แอปฯ นี้มีมาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง เนื่องมาจากเป็นไปไม่ได้เลือกให้คนอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้ได้ แม้กระนั้นก็มีกรณีที่มีคนแอบอัดเสียงเจรจาของคนดัง แล้วเอาไปอัปโหลดลงยูทิวบ์ในคราวหลัง
ในตอนนี้คนดังในสหรัฐอเมริกา เริ่มหันมาใช้แอปฯ นี้มากเพิ่มขึ้นเป็นต้นว่า โอปราห์ วินฟรีย์ เดเกลื่อนกลาด แล้วก็จาเรด เลโต จากที่เคยใช้กันในหมู่ผู้ชำนาญทางเทคโนโลยีแล้วก็นักลงทุน ในแถบซิลิคอนแวลลีย์ของสหรัฐอเมริกา แค่นั้น ตราบจนกระทั่งยอดดาวน์โหลดพุ่งเป็นเท่าตัวหลังอีลอน มัสก์ แล้วก็มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เริ่มใช้แพลตฟอร์มนี้ด้วย
ช่องโหว่


ก่อนหน้าที่ผ่านมาคนภายในจีนสามารถใช้แอปฯ นี้ได้จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว โดยในระหว่างช่วงสั้นๆนั้น คนได้ฉวยโอกาสใช้ “ช่องโหว่” นี้ พูดคุยกันถึง “เรื่องต้องห้าม” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาวอุยกูร์ในสินเจียง การกำจัดผู้ประท้วงฮ่องกง หรือความข้องเกี่ยวระหว่างไต้หวันกับจีน
“นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าอินเทอร์เน็ตจริงๆ” หญิงจากจีนแผ่นดินใหญ่คนหนึ่งรายงานในห้องสนทนาหนึ่ง
บีบีซีมีโอกาสได้เข้าไปฟังบทสนทนากลุ่มนี้ด้วย อย่างในห้องสนทนาที่ชื่อ “Everyone asks Everyone” เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน คนจากอีกทั้งจีนแล้วก็ไต้หวันร่วมพูดคุยกันด้วยภาษาจีนกลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณประโยชน์ซึ่งมาจากประชาธิปไตยในประเทศที่คนพูดภาษาจีน ความเป็นไปได้ที่จีนจะมารวมไต้หวันเข้าเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศอย่างเป็นทางการ ไปจนกระทั่งเรื่องเฉพาะบุคคล
ท่ามกลางความเคร่งเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันแล้วก็ฮ่องกง นี่ไม่ใช่การปรากฏที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะเหตุว่าจีนใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนสำหรับในการคัดกรองแล้วก็ตรวจสอบข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพสกนิกร ซึ่งนักวิพากษ์วิจารณ์เรียกเครื่องไม้เครื่องมือกลุ่มนี้แบบเสียดสีว่า “กำแพงไฟร์วอลล์เมืองจีน” (great firewall)
ในตอนนี้ ถ้าผู้ที่วิจารณ์เมืองบนแพลตฟอร์มที่ยังใช้ได้ในประเทศอย่างเว็บ เว่ยป๋อ (Weibo) แล้วก็แอปพลิเคชันวีแชต (WeChat) ก็อาจถูกทางการจัดการได้ แม้กระนั้นในช่วงสั้นๆที่คนภายในจีนสามารถใช้คลับเฮาส์ได้ ไม่มีการเซ็นเซอร์เนื้อหาการพูดคุยแต่อย่างใด ทำให้คนก็รู้สึกไม่มีอันตรายในระดับหนึ่งเนื่องมาจากเป็นไปไม่ได้เลือกให้คนอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้ จนกระทั่งจุดหนึ่งมีคนเข้าร่วมในห้องสนทนาดังกล่าวข้างต้นพร้อมกันถึง 5 พันคน
“ว่ากันตรงๆมันก็มีการโฆษณาชวนเชื่อกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ เพราะเหตุไรพวกเราไม่พากเพียรมารู้เรื่องกันและกันให้มากขึ้นเรื่อยๆ เห็นใจกัน แล้วก็ให้การช่วยเหลือกัน” หญิงจากไต้หวันคนหนึ่งกล่าว
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว มีห้องสนทนาชื่อ “มีค่ายกักกันที่สินเจียงหรือไม่” (Is there a concentration camp in Xinjiang?) ที่คนเข้าไปโต้เถียงกันนานถึง 12 ชั่วโมง ฟรานซิส (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้ผลิตกรุ๊ปบอกกับบีบีซีว่า กลุ่มนี้มิได้มีเพื่อตั้งปัญหาว่าค่ายกักขังมีใช่หรือไม่ แม้กระนั้นเพื่อให้คนมีแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างต่อแนวทางของจีนในเขตดูแลสินเจียง
“คนฟังที่เป็นชาวจีนเชื้อสายฮั่นหลายคน ซึ่งเคยไม่เชื่อว่ามีค่ายกลุ่มนี้จริง รู้สึกร่วมไปกับคำบอกเล่าเรื่องราวชีวิตจากปากชาวอุยกูร์แล้วก็รู้เรื่องท้ายที่สุดว่ามีเรื่องอำมหิตเพียงใดเกิดขึ้น นี่อาจเป็นความสำเร็จสูงสุดของกรุ๊ปเจรจานี้” ฟรานซิส ซึ่งเป็นเป็นนักทำหนังชาวจีนเชื้อสายฮั่นที่อาศัยอยู่ในนครลอสแอนเจลิส กล่าว
ข้อหนักใจ
ระหว่างที่แอปฯ เป็นที่นิยมมากเพิ่มขึ้นแม้กระนั้นก็เริ่มมีความไม่ค่อยสบายใจมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเหมือนกันโดยคนวิจารณ์ว่าไม่มีมาตรการควบคุมผู้เข้าร่วมบทสนทนา
เมื่อเดือน ธ.ค. เคเกลื่อนกลาด เจนกินส์ เขียนเนื้อหาบทความลงในเว็บวัลเชอร์ (Vulture) ว่า ถ้าคนที่สร้างกรุ๊ปแล้วก็รอควบคุมบทสนทนาไม่ระวัง การพูดคุยก็อาจแปลงเป็นการโจมตีกันและกันได้
เขาบอกอีกว่า จำเป็นต้องรอดูกันต่อไปว่าคนเพียงแค่พอใจแอปพลิเคชัน ที่ในระดับหนึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากการเลียนแบบประสบการณ์การแชตออนไลน์กับคนแปลกหน้าในยุคทศวรรษ 90 เพียงแต่เพราะเหตุว่าในเวลานี้พวกเราจำเป็นต้องอยู่กับบ้านแล้วก็รู้สึกเหงาหรือไม่
Clubhouse ในไทย
แอปพลิเคชันนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วยเหมือนกัน ในรอบสัปดาห์ก่อนหน้าที่ผ่านมามีผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คแล้วก็ “อินฟลูเอนเซอร์” ในโลกอินเตอร์เน็ตหลายคนโพสต์ข้อความเล่าประสบการณ์การเข้าร่วมหรือเป็นเจ้าภาพ (โฮสต์) การเสวนาในหัวข้อต่างๆในคลับเฮาส์ ดังเช่นว่า สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ เปิดห้องสนทนาหัวข้อ “วิธีกลับใจกองเชียร์ทหาร” แล้วก็ ปวิน สว่างพงศ์พันธุ์พันธ์ นักวิชาการแล้วก็ผู้ลี้ภัยทางการเมือง เปิดห้องสนทนาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์แล้วก็พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 10
นักการเมือง นักวิชาการ นักวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็สื่อมวลชนที่มีชื่อมากไม่น้อยเลยทีเดียวขึ้นเรื่อยๆต่างก็ดาวน์โหลดคลับเฮาส์มาใช้แล้วก็เข้าร่วมการเสวนา
เมื่อเร็วๆนี้ยังมีผู้ตั้งบัญชีทวิตเตอร์ @ClubhouseTh ซึ่งมิได้เป็นบัญชีทางการของแอปพลิเคชัน เพื่อเป็นหนทางให้บรรดาเจ้าภาพห้องสนทนาคลับเฮาส์ โปรโมทห้องสนทนาของตน ซึ่งปรากฏว่ามีการโปรโมทห้องสนทนาในหัวข้อที่นานัปการ ตั้งแต่เรื่องศัพท์ภาษาอังกฤษ การบ้านการเมืองในภรรยานมา แชร์ประสบการณ์ไม่ดีสำหรับในการดำเนินงาน ไปจนกระทั่งเรื่องดูหมอแล้วก็ไสยเวท
ทวิตเตอร์ @ClubhouseTh ยังให้ข้อมูลเพราะว่าห้องสนทนาของ ดร.ปวิน เกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ “สร้างการปรากฏใหม่กับการนำห้องคลับเฮาส์เต็มถึง 2 ห้องๆละ 6 พันคน ยอดฟังกว่า 1.2 หมื่นคน”