09/08/2022
Breaking News

VARออกฤทธิ์!! สิ่งที่ต้องการบอกข้างหลังหงส์แดงเสีย2แต้ม

liverpool 1
2 ประตูของ ลิเวอร์พูล ถูก VAR ยึดคืน ก่อนที่จะ VAR จะบรรจงมอบจุดโทษที่ 2 ให้ ไบรท์ตัน ตีเสมอซะอย่างงั้น !!!

1. เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดทีมแบบไม่เต็มสูบสักเท่าไหร่ในระบบ 4-2-3-1 โดย โฌแอล มาติ๊ป ดันมาหายตัวไปอีกคนจนจำเป็นต้องเอาดาวรุ่งอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์ กับ แน็ตต์ ฟิลลิปส์ พอดีจริง
ทาคูไม่ ไม่นามิโนะ ได้ลงในตำแหน่ง ‘หน้าต่ำ’ เพื่อ โรกางร์โต้ ฟีร์ไม่โน่ เป็นหน้าเป้า ประชิดด้วย โม ซาล่าห์ แล้วก็ดิโอโก โชต้าส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ ซาดิโอ มาเน่ ถูกขังไว้ในซุ้มม้านั่งสำรองก่อน
แม้ว่าจะไม่สมประกอบ แต่ด้วยประสิทธิภาพแล้วก็มาตรฐานที่สูงกว่าก็คงจะ ‘เอาอยู่’ นะครับ ว่าแล้วพวกพ้องหงส์ก็เริ่มในตอน 10 นาทีแรกได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน

2. ไบรท์ตัน เป็นทีมที่เล่นได้แบบ ‘มีทรง’ อยู่แล้วนะครับ โดยจะใช้การเซ็ตบอลจากในดินแดนตัวเองพลางต่อบอลแล้วก็ทำชิ่งกันห้ำหั่นกับคู่แข่ง
หลังตั้งตัวได้ พวกเขาก็เริ่มครองบอลได้มากขึ้น ก่อนใช้จังหวะหยาบ อาทิเช่นการวางตัดหลังแบ็คเข้าโจมตี ลิเวอร์พูล ที่แนวรับมองหละหลวมๆแล้วก็มีช่องว่างเข้าจู่โจม
เจ้าถิ่นเล่นกันได้ดีเลยทีเดียว การรับจ่ายบอลแม่นทั้งยังสั้นแล้วก็ยาว แต่ปัญหาที่อยู่คู่ทีมนวลนางดินแดนใต้มาตลอดคือปราศจากความเด็ดขาด
บ่อยมากที่เล่นดีมีโอกาสแล้วดันปลดปล่อยให้หลุดลอยไปในอวกาศ ขนาดได้จุดโทษ แล้วก็มีโอกาสขึ้นนำก่อน ยังอุตส่าห์เอามันไปโยนทิ้งลงโถส้วมเลยครับผมคุณ

3.ช่วงเวลาเดียวกันมันเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเอง แบ็คขวาอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์ แปลงเป็นข้อบกพร่อง ดินแดนกลางก็ขับเกมไม่ถนัดนัก ไม่นามิโนะ ในตำแหน่งเลขลำดับ 10 ก็ปกติเกินไป ไม่มีทีเด็ด เกมรุกมองพองๆแล้วก็ไม่มีความดุดัน แถมหาจังหวะจบสกอร์ได้น้อยไปหน่อย
อย่างไรก็ดี ด้วยความไม่เฉียบคมของ ไบรท์ตัน ทำให้พวกเขาถูกลงโทษ เนื่องจากว่ามีโอกาสแล้วทำไม่ได้เอง ท้ายที่สุดเสียประตูให้ลิเวอร์พูลจนได้

4. เมื่อ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ 1-0 ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แม้ว่าจะโชว์ฟอร์มกันได้ไม่ไฉไลสักเท่าไหร่ แต่เกมรุกของเจ้าบ้านก็ไม่มีประสิทธิ์ภาพเพียงพอ
แต่ใครจะไปทราบดีว่า VAR จะอาละวาด !!!
จุดโทษของ ไบรท์ตัน มาจากจังหวะที่ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ไปหวดเท้าของ ดินแดนนี่ เวลเบ็ค
เท่าที่เห็นจากภาพช้า นักเตะที่เด็กหงส์เรียกว่า ‘ร็อบโบ้’ ไม่ได้เจตนาทำฟาวล์อย่างแน่นอน
ไม่ซ้ำในจังหวะนั้น ‘ท่านมหาเทพ’ ก็ไม่น่าจะครองบอล หรือเกี่ยวบอลไปพบจังหวะทำประตูได้ซะด้วย
ตามคอมม่อนเซ้นส์ – ไม่น่าจะเป็นจุดโทษนะครับ
หรือเปล่าให้ก็คงไม่มีผู้ใดว่า
แต่ผู้ผดุงความเที่ยงธรรมอย่าง VAR กลับไม่ยินยอมปลดปล่อยผ่าน แล้วให้ผู้ตัดสินไปดูเองอีกรอบ
ผมก็มองดูเสมือนเด็กหงส์ส่วนมากนั่นแหละครับผมว่าไม่น่าจะเป็น ‘จุดโทษ’ นะ
อ้าว…แล้วเพราะอะไร ผู้ตัดสินถึงจัญไรให้เป็นจุดโทษล่ะ ???
เหตุผลที่ผมเพียงพอจะเอามาชี้แจงได้ ณ ที่นี้ คือ…ท่านตุลาการสนามวินิจฉัยแบบ ‘เถรตรง’ ตามกฏกติกามากจนเกินความจำเป็นหน่อย

liverpool

คิดง่ายๆแบบงี้ครับผม คือถ้าเหตุนี้เกิดขึ้นนอกกรอบเขตโทษ มันคือการฟาวล์ไงครับผม เนื่องจากว่าเท้าของ โรเบิร์ตสัน หวดไปโดนเท้าของ เวลเบ็ค โดยไม่ได้สัมผัสบอล
ถ้าเอาตามกฏมันก็ฟาวล์ ถ้าหากขึ้นนอกเขตก็เป็นฟรีคิก ถ้าหากขึ้นในเขต ก็เป็นจุดโทษ ตามหลัก ‘นิติศาสตร์’
แต่ถ้าใช้หลัก ‘วิชารัฐศาสตร์’ หรือมี ‘ศิลปะ’ สำหรับในการวินิจฉัย ต่อให้ เวลเบ็ค ไม่โดนสกิดจังหวะนั้นก็ทำประตูไม่ได้หรอก บอลทะลักหนีเขาไปตั้งแต่จังหวะแรกแล้ว

5. นอกเหนือจากโทษความเถรตรงเกินไปของการวินิจฉัย รวมทั้งความเฮงซวยของ VAR แล้ว ลิเวอร์พูล คงถูกทำโทษตัวเองด้วยที่เล่นไม่ค่อยดีนัก แล้วก็ยิงประตูที่ 2 เพิ่มไม่สำเร็จ
กระนั้นยังขอยกตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ให้ VAR นี่แหละ สมแล้วที่โดนทัวร์ลงไปตามข้อกำหนด แถมทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องอะไรยังจำเป็นต้องมาโดนหางเลขไปด้วย